เคล็ดลับน่ารู้กับพิธีนับสินสอดและโปรยดอกไม้

 
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          สำหรับพิธีแต่งงานแบบไทยนั้น มีขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย วันนี้กระปุกเวดดิ้งจึงอาสามาให้ความรู้เกี่ยวกับพิธีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ พิธีนับสินสอดและโปรยดอกไม้ ซึ่งในที่นี่จะเป็นพิธีนับสินสอดแบบไทยแท้ ส่วนจะมีขั้นตอนวิธีการอย่างไร และมีสิ่งของอะไรที่ต้องเตรียมบ้างนั้น ตามเราไปดูกันเลยจ้า

พิธีนับสินสอดและโปรยดอกไม้ ถือเป็นขั้นตอนเพื่อความเป็นสิริมงคลสำหรับงานแต่งงานอีกหนึ่งอย่าง เป็นพิธีที่ทำต่อจากพิธีสู่ขอ คือ เมื่อฝ่ายเจ้าสาวรับขบวนขันหมากและนำของจากขบวนขันหมากมาจัดวางเรียงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เถ้าแก่ฝ่ายชายจะเริ่มการเจรจาสู่ขอฝ่ายหญิง และเมื่อผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงตกลงยินยอมยกลูกสาวแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือพิธีนับสินสอดและโปรยดอกไม้

สำหรับพิธีดังกล่าวมีขั้นตอน คือ ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวจะนำพานสินสอดมาเปิด โดยเงินสินสอดจะจัดวางอยู่บนผ้าแดงหรือ ผ้าเงินผ้าทอง ซึ่งตามประเพณีของคนไทยนิยมใช้ผ้าสีเงิน-ทอง ส่วนใครที่มีเชื่อสายจีนส่วนใหญ่จะใช้ผ้าปูสีแดงบนพานขันหมาก หลังจากนั้นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวจะทำการตรวจนับตามธรรมเนียม โดยการยกผ้าบนพานสินสอดลงมาแบกับพื้น ก่อนตรวจนับจำนวนสินสอดทั้งหมดบนผ้าที่ปู โดยผ้าที่ปูและใส่สินสอดเอาไว้จะมีขนาดประมาณ 12 นิ้วขึ้นไป ซึ่งตามประเพณีโบราณแล้ว นิยมให้ใส่สินสอดเกินจำนวนไว้เล็กน้อย เพื่อให้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงที่ตรวจนับเงินอุทานออกมาว่า “เงินงอก” เพื่อเป็นเคล็ดว่าคู่บ่าวสาวอยู่ด้วยต่อไปจะมีเงินงอกเงย

หลังจากที่นับสินสอดเสร็จแล้วผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะช่วยกันโปรยถั่ว, งา, ข้าวเปลือก, ข้าวตอก, ดอกไม้, ใบเงินและใบทอง ที่บรรจุมาในพานขันหมากเอก ลงบนสินสอด (ซึ่งหากมีพิธีการส่งตัวก็ควรเตรียมถุงถั่ว งา ฯลฯ ไว้เผื่อด้วย) เพื่อเป็นการให้พรแก่ทั้งคู่ให้จงเจริญ งอกงาม เหมือนถั่วเหมือนงา และเจริญรุ่งเรืองเหมือนข้าวตอก, ดอกดาวเรือง และมีความรักยืนยาวเหมือนดอกบานไม่รู้โรย จากนั้นแม่ของเจ้าสาวจะห่อสินสอดด้วยผ้า แล้วแบกขึ้นไว้บนบ่าตามประเพณี เพื่อให้พูดเอาเคล็ดอีกกว่า “ห่อนี้หนักจริง ๆ คงมีเงินงอกงามมากมาย” รวมทั้งทำท่าหนักแบกหนัก ๆ ก็ได้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่แล้วผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงมักจะเก็บสินสอดไว้ก่อน หลังจากนั้นจะมอบคืนให้แก่คู่บ่าวสาว เพื่อใช้เป็นทุนตั้งต้นสำหรับการดำเนินชีวิตแบบครอบครัวใหม่ต่อไป และนี่ถือเป็นพิธีการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เพื่อความเป็นสิริมงคลของคู่แต่งงานและให้มีรักที่มั่นคงยืนยาวต่อไปด้วยค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

นิตยสาร i Do ฉบับเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2552

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก

http://wedding.kapook.com

แชร์ ข้อมูลให้เพื่อนของคุณ!!!

โพส น่าสนใจอื่นๆ :